บทสวด สาธยาย มหาสติปัฏฐาน ๔ แปล

บทสวด มหาสติปัฏฐาน ๔ หรือ มหาสติปัฏฐานสูตร

(หันทะ มะยัง มะหาสะติปัฏฐานะธัมมะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ)

เอกายะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค
- ภิกษุทั้งหลาย! หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก

สัตตานัง วิสุทธิยา
- เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย

โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ
- เพื่อล่วงซึ่งความโศกและปริเทวะ

ทุกขะโทมะนัสสานัง อัฏฐังคะมายะ
- เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส

ญายัสสะ อะธิคะมายะ
- เพื่อการบรรลุธรรมที่ถูกต้อง

นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ
- เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานา
- หนทางนี้ คือสติปัฏฐาน ๔

กะตะมา จัตตาโร
- สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรเล่า?

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้

กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกายอยู่

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา
- มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
- นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา
- มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
- นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา
- มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
- นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา
- มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ

วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
- นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
๑.อานาปานะปัพพะ
(กำหนดรู้ลมหายใจ)

(หันทะ มะยัง อานาปานะปัพพะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ)

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ เป็นอย่างไรเล่า?

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้

อะรัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุญญาคาระโต วา
- ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี

นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิต๎วา
- นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ

อุชุกายัง ปะณิธายะ ปะริมุขัง สะติง อุปัฏฐะเปต๎วา
- ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

โสสะโต วา อัสสะสะติสะโตปัสสะสะติ
- เธอมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก

ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ
- เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว

ทีฆัง วา ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ
- เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว

รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ
- เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น

รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ
- เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น

สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
- ย่อมศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า

สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
- ย่อมศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก

ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
- ย่อมศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้ระงับ หายใจเข้า

ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
- ย่อมศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้ระงับ หายใจออก

เสยยะถาปิ ภิกขะเว ทักโข ภะมะกาโร วา ภะมะการันเตวาสี วา
- ภิกษุทั้งหลาย! เปรียบเหมือนนายช่างกลึง หรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน

ทีฆัง วา อัญฉันโต ทีฆัง อัญฉามีติ ปะชานาติ
- เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักเชือกกลึงยาว

รัสสัง วา อัญฉันโต รัสสัง อัญฉามีติ ปะชานาติ
- เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักเชือกกลึงสั้น

เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ
- เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว

ทีฆัง วา ปัสสะสันโต ทีฆัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ
- เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว

รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะสามีติ ปะชานาติ
- เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น

รัสสัง วา ปัสสะสันโต รัสสัง ปัสสะสามีติ ปะชานาติ
- เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น

สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
- ย่อมศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า

สัพพะกายะปะฏิสังเวที ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
- ย่อมศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก

ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
- ย่อมศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้ระงับ หายใจเข้า

ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง ปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
- ย่อมศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้ระงับ หายใจออก

อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง

พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในกายบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในกายบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในกายบ้าง

อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่


๒.อิริยาปะถะปัพพะ (กำหนดรู้อิริยาบถใหญ่)

(หันทะ มะยัง อิริยาปะถะปัพพะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ)

ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

คัจฉันโต วา คัจฉามีติ ปะชานาติ
- ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่า เราเดินอยู่

ฐิโต วา ฐิโตมหีติ ปะชานาติ
- เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่า เรายืนอยู่

นิสินโน วา นิสินโนมหีติ ปะชานาติ
- เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่า เรานั่งอยู่

สะยาโน วา สะยาโนมหีติ ปะชานาติ
- เมื่อนอน ก็รู้ชัดว่า เรานอนอยู่

ยะถา ยะถา วา ปะนัสสะกาโย ปะณิหิโต โหติ
- เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ

ตะถา ตะถา นัมปะชานาติ
- ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ

อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง

พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในกายบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในกายบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในกายบ้าง

อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

๓.สัมปะชัญญะปัพพะ (กำหนดรู้อิริยาบถย่อย)

(หันทะ มะยัง สัมปะชัญญะปัพพะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ)

ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

อะภิกกันเต ปะฏิกกันเต สัมปะชานะการี โหติ
- ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัว ในการก้าวไป ถอยกลับ

อาโลกิเต วิโลกิเต สัมปะชานะการี โหติ
- ทำความรู้สึกตัว ในการแลดู การเหลียว

สัมมิญชิเต ปะสาริเต สัมปะชานะการี โหติ
- ทำความรู้สึกตัว ในการคู้เข้า เหยียดออก

สังฆาฏิปัตตะจีวะระธาระเณ สัมปะชานะการี โหติ
- ทำความรู้สึกตัว ในการทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร

อะสิเต ปิเต ขายิเต สายิเต สัมปะชานะการี โหติ
- ทำความรู้สึกตัว ในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรส

อุจจาระปัสสาวะกัมเม สัมปะชานะการี โหติ
- ทำความรู้สึกตัว ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ

คะเต ฐิเต นิสินเน สุตเต ชาคะริเต ภาสิเต ตุณ๎หีภาเว สัมปะชานะการี โหติ
- ทำความรู้สึกตัว ในการก้าวไป หยุดอยู่ นั่งอยู่ การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง

อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง

พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในกายบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในกายบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในกายบ้าง

อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

๔.ปะฏิกูละมะนะสิการะปัพพะ (กำหนดรู้ปฏิกูลในกาย ๓๑ อย่าง)

(หันทะ มะยัง ปะฏิกูละมะนะสิการะปัพพะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ)

ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ - ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

อิมะเมวะ กายัง - ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้แล

อุทธัง ปาทะตะลา - เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธ เกสะมัตถะกา - เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันตัง - มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ปูรันนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน ปัจจะเวกขะติ - เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ

อัตถิ อิมัส๎มิง กาเย - มีอยู่ในกายนี้

เกสา - คือผมทั้งหลาย โลมา - คือขนทั้งหลาย

นะขา - คือเล็บทั้งหลาย ทันตา - คือฟันทั้งหลาย

ตะโจ - หนัง มังสัง - เนื้อ

นะหารู - เอ็นทั้งหลาย อัฏฐี - กระดูกทั้งหลาย

อัฏฐิมิญชัง - เยื่อในกระดูก วักกัง - ม้าม

หะทะยัง - หัวใจ ยะกะนัง - ตับ

กิโลมะกัง - พังผืด ปิหะกัง - ไต

ปัปผาสัง - ปอด อันตัง - ไส้ใหญ่

อันตะคุณัง - ไส้น้อย อุทะริยัง - อาหารใหม่

กะรีสัง - อาหารเก่า ปิตตัง - น้ำดี

เสมหัง - น้ำเสลด ปุพโพ - น้ำหนอง

โลหิตัง - น้ำเลือด เสโท - น้ำเหงื่อ

เมโท - น้ำมันข้น อัสสุ - น้ำตา

วะสา - น้ำมันเหลว เขโฬ - น้ำลาย

สิงฆาณิกา - น้ำมูก ละสิกา - น้ำมันไขข้อ

มุตตันติ - น้ำมูตรดังนี้

เสยยะถาปิ ภิกขะเว อุภะโต มุขา มูโตฬี
- ภิกษุทั้งหลาย! เปรียบเหมือนไถ้ มีปากสองข้าง

ปูรานานาวิหิตัสสะ ธัญญัสสะ เสยยะถีทัง
- เต็มด้วยธัญญชาติต่างชนิด คือ

สาลีนัง วีหีนัง มุคคานัง
- ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว

มาสานัง ติลานัง ตัณฑุลานัง
- ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร

ตะเมนัง จักขุมา ปุริโส มุญจิต๎วา ปัจจะเวกเขยยะ
- บุรุษผู้มีตาดี แก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า

อิเม สาลี อิเม วีหี อิเม มุคคา
- นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว

อิเม มาสา อิเม ติลา อิเม ตัณฑุลาติ
- นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร

เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ฉันใดก็ฉันนั้น

อิมะเมวะ กายัง
- ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้แล

อุทธัง ปาทะตะลา
- เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

อะโธ เกสะมัตถะกา
- เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

ตะจะปะริยันตัง
- มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

ปูรันนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน ปัจจะเวกขะติ
- เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ

อัตถิ อิมัส๎มิง กาเย
- มีอยู่ในกายนี้

เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
- ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

มังสัง นะหารู อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง
- เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม

หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง
- หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด

อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง
- ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า

ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท
- น้ำดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น

อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตันติ
- น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตรดังนี้

อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง

พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในกายบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในกายบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในกายบ้าง

อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

๕.ธาตุมะนะสิการะปัพพะ (กำหนดรู้ธาตุ ๔ อย่าง)

(หันทะ มะยัง ธาตุมะนะสิการะปัพพะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ)

ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

อิมะเมวะ กายัง ยะถาฐิตัง ยะถาปะณิหิตัง
- ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้แล อันตั้งอยู่ ดำรงอยู่ตามปกติ

ธาตุโส ปัจจะเวกขะติ
- โดยความเป็นธาตุว่า

อัตถิ อิมัส๎มิง กาเย
- ในร่างกายนี้มี

ปะฐะวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ
- ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมดังนี้

เสยยะถาปิ ภิกขะเว ทักโข โคฆาตะโก วา
- ภิกษุทั้งหลาย! เปรียบเหมือนคนฆ่าโค

โคฆาตะกันเตวาสี วา คาวิง วะธิต๎วา
- หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขยัน ฆ่าแม่โคแล้ว

จาตุมมะหาปะเถ วิละโส ปะฏิวิภะชิต๎วา นิสินโน อัสสะ
- แบ่งออกเป็นส่วนๆ นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง

เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ฉันใด ก็ฉันนั้น

อิมะเมวะ กายัง ยะถาฐิตัง ยะถาปะณิหิตัง ธาตุโส ปัจจะเวกขะติ
- ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้แล อันตั้งอยู่ ดำรงอยู่ตามปกติ โดยความเป็นธาตุว่า

อัตถิ อิมัส๎มิง กาเย
- ในร่างกายนี้มี

ปะฐะวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ
- ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมดังนี้

อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง

พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในกายบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในกายบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในกายบ้าง

อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

๖.นะวะสีวถิกาปัพพะ (กำหนดรู้ซากศพทั้ง ๙)

(หันทะ มะยัง นะวะสีวะถิกาปัพพะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ)

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

เอกาหะมะตัง วา ทะวีหะมะตัง วา ตีหะมะตัง วา
- ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง

อุทธุมาตะกัง วินีละกัง วิปุพพะกะชาตัง
- ที่ขึ้นพองมีสีเขียว มีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้....ฯลฯ

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

กาเกหิ วา ขัชชะมานัง คิชเฌหิ วา ขัชชะมานัง
- อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง อันฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง

กุละเลหิ วา ขัชชะมานัง สุวาเณหิ วา ขัชชะมานัง
- อันฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง อันหมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้าง

สิงคาเลหิ วา ขัชชะมานัง วิวิเธหิ วา ปาณะกะชาเตหิ ขัชชะมานัง
- อันหมู่สุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง อันหมู่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยกัดกินอยู่บ้าง

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้......ฯลฯ

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

อัฏฐิสังขะลิกัง สะมังสะโลหิตัง นะหารุสัมพันธัง
- เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้.....ฯลฯ

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

อัฏฐิสังขะลิกัง นิมมังสะโลหิตะมักขิตัง นะหารุสัมพันธัง
- เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อแต่ยังเปื้อนเลือดอยู่ ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้.....ฯลฯ

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

อัฏฐิสังขะลิกัง อะปะคะตะมังสะโลหิตัง นะหารุสัมพันธัง
- เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อและเลือดแล้ว ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้....ฯลฯ

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

อัฏฐิกานิ อะปะคะตะนะหารุสัมพันธานิ
- เป็นกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว

ทิสาวิทิสา วิกขิตตานิ
- เรี่ยรายไปในทิศน้อยทิศใหญ่คือ

อัญเญนะ หัตถัฏฐิกัง อัญเญนะ ปาทัฏฐิกัง
- กระดูกมือไปทาง กระดูกเท้าไปทาง

อัญเญนะ ชังฆัฏฐิกัง อัญเญนะ อูรัฏฐิกัง
- กระดูกแข้งไปทาง กระดูกขาไปทาง

อัญเญนะ กะกิฏฐิกัง อัญเญนะ ปิฏฐิกัณฏะกัฏฐิกัง
- กระดูกสะเอวไปทาง กระดูกสันหลังไปทาง

อัญเญนะ ผาสุกัฏฐิกัง อัญเญนะ อุรัฏฐิกัง
- กระดูกซี่โครงไปทาง กระดูกหน้าอกไปทาง

อัญเญนะ พาหุฏฐิกัง อัญเญนะ อังสัฏฐิกัง
- กระดูกแขนไปทาง กระดูกไหล่ไปทาง

อัญเญนะ คีวัฏฐิกัง อัญเญนะ หะนุฏฐิกัง
- กระดูกคอไปทาง กระดูกคางไปทาง

อัญเญนะ ทันตัฏฐิกัง อัญเญนะ สีสะกะฏาหัง
- กระดูกฟันไปทาง กะโหลกศรีษะไปทาง

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้.....ฯลฯ

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

อัฏฐิกานิ เสตานิ สังขะวัณณุปะนิกานิ
- เป็นกระดูก มีสีขาวเปรียบด้วยสีสังข์

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้.....ฯลฯ

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

อัฏฐิกานิ ปุญชะกิตานิ เตโรวัสสิกานิ
- เป็นกระดูก กองเรี่ยรายอยู่ นานเกินปีหนึ่งขึ้นไป

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้.....ฯลฯ

© ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

เสยยะถาปิ ปัสเสยยะ สะรีรัง สีวะถิกายะ ฉัฑฑิตัง
- ภิกษุเหมือนกับว่า พึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า

อัฏฐิกานิ ปูตีนิ จุณณะกะชาตานิ
- เป็นกระดูก ผุเป็นจุณแล้ว

โส อิมะเมวะ กายัง อุปะสังหะระติ
- เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า

อะยัมปิ โข กาโย
- ถึงร่างกายอันนี้เล่า

เอวัง ธัมโม เอวัง ภาวี เอวัง อะนะตีโตติ
- ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้

อิติ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกาย ภายในบ้าง

พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในกายบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในกายบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในกายบ้าง

อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัมปิ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เห็นเวทนาโดยลักษณะ ๙ อย่าง)

(หันทะ มะยัง เวทะนานุปัสสะนาปาฐัง ภะณามะ เสฯ)

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ เป็นอย่างไรเล่า?

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้

© สุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นสุขอยู่

สุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นสุขอยู่

© ทุกขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์อยู่

ทุกขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์อยู่

© อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขอยู่

อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุขอยู่

© สามิสัง วา สุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นสุข มีอามิสอยู่

สามิสัง สุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นสุข มีอามิสอยู่

© นิรามิสัง วา สุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นสุข ไม่มีอามิสอยู่

นิรามิสัง สุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นสุข ไม่มีอามิสอยู่

© สามิสัง วา ทุกขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ มีอามิสอยู่

สามิสัง ทุกขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ มีอามิสอยู่

© นิรามิสัง วา ทุกขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ ไม่มีอามิสอยู่

นิรามิสัง ทุกขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ ไม่มีอามิสอยู่

© สามิสัง วา อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข มีอามิสอยู่

สามิสัง อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข มีอามิสอยู่

© นิรามิสัง วา อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยะมาโน
- เมื่อเสวยเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ไม่มีอามิสอยู่

นิรามิสัง อะทุกขะมะสุขัง เวทะนัง เวทิยามีติ ปะชานาติ
- ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ไม่มีอามิสอยู่

 อิติ อัชฌัตตัง วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ภายในบ้าง

พะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในเวทนาบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในเวทนาบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในเวทนาบ้าง

อัตถิ เวทะนาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัง โข ภิกขะเว ภิกขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เห็นจิตโดยลักษณะ ๑๖ อย่าง)

(หันทะ มะยัง จิตตานุปัสสะนาปาฐัง ภะณามะ เสฯ)

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ เป็นอย่างไรเล่า?

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้

สะราคัง วา จิตตัง สะราคัง จิตตันติ ปะชานาติ
- จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ

วีคะราคัง วา จิตตัง วีตะราคัง จิตตันติ ปะชานาติ
- หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ

สะโทสัง วา จิตตัง สะโทสัง จิตตันติ ปะชานาติ
- จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ

วีตะโทสัง วา จิตตัง วีตะโทสัง จิตตันติ ปะชานาติ
- หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ

สะโมหัง วา จิตตัง สะโมหัง จิตตันติ ปะชานาติ
- จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ

วีตะโมหัง วา จิตตัง วีตะโมหัง จิตตันติ ปะชานาติ
- หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโมหะ

สังขิตตัง วา จิตตัง สังขิตตัง จิตตันติ ปะชานาติ
- จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่

วิกขิตตัง วา จิตตัง วิกขิตตัง จิตตันติ ปะชานาติ
- หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า จิตฟุ้งซ่าน

มะหัคคะตัง วา จิตตัง มะหัคคะตัง จิตตันติ ปะชานาติ
- จิตเป็นมหรคต ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหรคต ( จิตที่เข้าถึงความเป็นใหญ่ )  

อะมะหัคคะตัง วา จิตตัง อะมะหัคคะตัง จิตตันติ ปะชานาติ
- หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหรคต

สะอุตตะรัง วา จิตตัง สะอุตตะรัง จิตตันติ ปะชานาติ
- จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า

อะนุตตะรัง วา จิตตัง อะนุตตะรัง จิตตันติ ปะชานาติ
- หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า

สะมาหิตัง วา จิตตัง สะมาหิตัง จิตตันติ ปะชานาติ
- จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นสมาธิ

อะสะมาหิตัง วา จิตตัง อะสะมาหิตัง จิตตันติ ปะชานาติ
- หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นสมาธิ

วิมุตตัง วา จิตตัง วิมุตตัง จิตตันติ ปะชานาติ
- จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น

อะวิมุตตัง วา จิตตัง อะวิมุตตัง จิตตันติ ปะชานาติ
- หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตไม่หลุดพ้น

อิติ อัชฌัตตัง วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิต ภายในบ้าง

พะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นจิตในจิต ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในจิตบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในจิตบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัส๎มิง วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในจิตบ้าง

อัตถิ จิตตันติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัง โข ภิกขะเว ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (เห็นธรรมโดยลักษณะ ๕ อย่าง)

๑.นิวะระณะปัพพะ (กำหนดรู้นิวรณ์ ๕ อย่าง)

(หันทะ มะยัง นิวะระณะปัพพะปาฐัง ภะณามะ เสฯ)

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ เป็นอย่างไรเล่า?

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ปัญจะสุ นีวะระเณสุ
- พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ คือนิวรณ์ ๕ อย่าง

กะกัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่

ปัญจะสุ นีวะระเณสุ
- คือนิวรณ์ ๕ เป็นอย่างไรเล่า?

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้

© สันตัง วา อัชฌัตตัง กามะฉันทัง
- เมื่อความพอใจในกาม มีอยู่ภายในจิต

อัตถิ เม อัชฌัตตัง กามะฉันโทติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความพอใจในกาม มีอยู่ภายในจิตของเรา

อะสันตัง วา อัชฌัตตัง กามะฉันทัง
- เมื่อความพอใจในกาม ไม่มีอยู่ภายในจิต

นัตถิ เม อัชฌัตตัง กามะฉันโทติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความพอใจในกาม ไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา

ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ กามะฉันทัสสะ อุปปาโท โหติ
- อนึ่ง เมื่อความพอใจในกามที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ อุปปันนัสสะ กามะฉันทัสสะ ปะหานัง โหติ
- เมื่อความพอใจในกามที่เกิด จะละเสียได้ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ ปะหีนัสสะ กามะฉันทัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ
- หรือความพอใจในกามที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย...ฯลฯ

© สันตัง วา อัชฌัตตัง พะยาปาทัง
- เมื่อความพยาบาท มีอยู่ภายในจิต

อัตถิ เม อัชฌัตตัง พะยาปาโทติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความพยาบาท มีอยู่ภายในจิตของเรา

อะสันตัง วา อัชฌัตตัง พะยาปาทัง
- เมื่อความพยาบาท ไม่มีอยู่ภายในจิต

นัตถิ เม อัชฌัตตัง พะยาปาโทติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความพยาบาท ไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา

ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ พะยาปาทัสสะ อุปปาโท โหติ
- อนึ่ง เมื่อความพยาบาทที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ อุปปันนัสสะ พะยาปาทัสสะ ปะหานัง โหติ
- เมื่อความพยาบาทที่เกิด จะละเสียได้ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ ปะหีนัสสะ พะยาปาทัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ
- หรือความพยาบาทที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย....ฯลฯ

© สันตัง วา อัชฌัตตัง ถีนะมิทธัง
- เมื่อความหดหู่และเคลิบเคลิ้ม มีอยู่ภายในจิต

อัตถิ เม อัชฌัตตัง ถีนะมิทธันติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความหดหู่และเคลิบเคลิ้ม มีอยู่ภายในจิตของเรา

อะสันตัง วา อัชฌัตตัง ถีนะมิทธัง
- เมื่อความหดหู่และเคลิบเคลิ้ม ไม่มีอยู่ภายในจิต

นัตถิ เม อัชฌัตตัง ถีนะมิทธันติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความหดหู่และเคลิบเคลิ้ม ไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา

ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ ถีนะมิทธัสสะ อุปปาโท โหติ
- อนึ่ง เมื่อความหดหู่และเคลิบเคลิ้มที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ อุปปันนัสสะ ถีนะมิทธัสสะ ปะหานัง โหติ
- เมื่อความหดหู่และเคลิบเคลิ้มที่เกิด จะละเสียได้ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ ปะหีนัสสะ ถีนะมิทธัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ
- หรือความหดหู่และเคลิบเคลิ้มที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย....ฯลฯ

© สันตัง วา อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจัง
- เมื่อความฟุ้งซ่านรำคาญ มีอยู่ภายในจิต

อัตถิ เม อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจันติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความฟุ้งซ่านรำคาญ มีอยู่ภายในจิตของเรา

อะสันตัง วา อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจัง
- เมื่อความฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่มีอยู่ภายในจิต

นัตถิ เม อัชฌัตตัง อุทธัจจะกุกกุจจันติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความฟุ้งซ่านรำคาญ ไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา

ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ อุทธัจจะกุกกุจจัสสะ อุปปาโท โหติ
- อนึ่ง เมื่อความฟุ้งซ่านรำคาญที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ อุปปันนัสสะ อุทธัจจะกุกกุจจัสสะ ปะหานัง โหติ
- เมื่อความฟุ้งซ่านรำคาญที่เกิด จะละเสียได้ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ ปะหีนัสสะ อุทธัจจะกุกกุจจัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ
- หรือความฟุ้งซ่านรำคาญที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย....ฯลฯ

© สันตัง วา อัชฌัตตัง วิจิกิจฉัง
- เมื่อความลังเลสงสัย มีอยู่ภายในจิต

อัตถิ เม อัชฌัตตัง วิจิกิจฉันติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความลังเลสงสัย มีอยู่ภายในจิตของเรา

อะสันตัง วา อัชฌัตตัง วิจิกิจฉัง
- เมื่อความลังเลสงสัย ไม่มีอยู่ภายในจิต

นัตถิ เม อัชฌัตตัง วิจิกิจฉันติ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดว่า ความลังเลสงสัย ไม่มีอยู่ภายในจิตของเรา

ยะถา จะ อะนุปปันนัสสะ วิจิกิจฉัสสะ อุปปาโท โหติ
- อนึ่ง เมื่อความลังเลสงสัยที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ อุปปันนัสสะ วิจิกิจฉัสสะ ปะหานัง โหติ
- เมื่อความลังเลสงสัยที่เกิด จะละเสียได้ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

ยะถา จะ ปะหีนัสสะ วิจิกิจฉัสสะ อายะติง อะนุปปาโท โหติ
- หรือความลังเลสงสัยที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยประการใด

ตัญจะ ปะชานาติ
- ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายในบ้าง

พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในธรรมบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในธรรมบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในธรรมบ้าง

อัตถิ ธัมมันติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม

ปัญจะสุ นีวะระเณสุ
- คือ นิวรณ์ ๕ อยู่

๒.ขันธะปัพพะ (กำหนดรู้ขันธ์ ๕ อย่าง)

(หันทะ มะยัง ขันธะปัพพะปาฐัง ภะณามะ เสฯ)

ปุนะ จะ ปะรัง ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! อีกข้อหนึ่ง

ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่

ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ
- คือ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า

กะถัญจะ ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่

ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ
- คืออุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นอย่างไรเล่า?

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
- ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นดังนี้ว่า

© อิติ รูปัง อิติ รูปัสสะ สะมุทะโย
- อย่างนี้! รูป อย่างนี้ ! ความเกิดขึ้นแห่งรูป

อิติ รูปัสสะ อัตถังคะโม
- อย่างนี้! ความดับแห่งรูป

© อิติ เวทะนา อิติ เวทะนายะ สะมุทะโย
- อย่างนี้! เวทนา อย่างนี้ ! ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา

อิติ เวทะนายะ อัตถังคะโม
- อย่างนี้! ความดับแห่งเวทนา

© อิติ สัญญา อิติ สัญญายะ สะมุทะโย
- อย่างนี้! สัญญา อย่างนี้ ! ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา

อิติ สัญญายะ อัตถังคะโม
- อย่างนี้! ความดับแห่งสัญญา

© อิติ สังขารา อิติ สังขารานัง สะมุทะโย
- อย่างนี้! สังขาร อย่างนี้ ! ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร

อิติ สังขารานัง อัตถังคะโม
- อย่างนี้! ความดับแห่งสังขาร

© อิติ วิญญาณัง อิติ วิญญาณัสสะ สะมุทะโย
- อย่างนี้! วิญญาณ อย่างนี้ ! ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ

อิติ วิญญาณัสสะ อัตถังคะโมติ
- อย่างนี้! ความดับแห่งวิญญาณ

อิติ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายในบ้าง

พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายนอกบ้าง

อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งภายในและภายนอกบ้าง

สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้น ในธรรมบ้าง

วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมไป ในธรรมบ้าง

สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
- พิจารณาเห็นธรรม ทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป ในธรรมบ้าง

อัตถิ ธัมมันติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
- อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่

ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะติสสะติมัตตายะ
- เพียงสักว่ารู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

อะนิสสิโต จะ วิหะระติ
- เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้

นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
- ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก

เอวัมปิ โข ภิกขะเว ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
- ภิกษุทั้งหลาย! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรม

ปัญจะสุ อุปาทานักขันเธสุ
- คือ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าอยู่


มีต่อ....